updated 8:51 AM ICT, Dec 18, 2017
Headlines:

รวมพลังสร้างอนาคต : Happy work, Happy Life (ตอนที่ 1)

ผมเกิดในยุคที่ตัวแทนประกันชีวิตมีคนซื้อประกันชีวิตเพียง 3 % เท่านั้น ตัวแทนใหม่ส่วนใหญ่ ที่เข้ามาในอาชีพก็ล้มเลิกและออกไป เพียงเพราะทนแรงกดดันนั้นไม่ไหว ไม่มีใครที่ชอบประกันชีวิต  อีกทั้งดอกเบี้ยธนาคารยังได้มากกว่าประกันชีวิตถึง 10 % ทำให้ประกันชีวิตได้รับความสนใจจากผู้คนน้อยมาก แต่ในปัจจุบันกลับตรงกันข้าม พวกคุณเกิดในยุคที่ดอกเบี้ยของประกันชีวิตมากกว่าดอกเบี้ยธนาคารเยอะมาก แต่ก็ยังมีหลายคนที่บ่นว่าประกันชีวิตนั้นขายยาก ถ้าเปรียบเทียบกับผม ผมขายได้ยากมาก แต่ผมก็ยังคงเลือกที่จะอยูในอาชีพตัวแทนประกันชีวิต

ในวันที่ผมรู้จักอาชีพประกันชีวิต ผมรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก ผมมองว่าธุรกิจนี้มีตลาด ขนาดใหญ่ที่สามารถเติบโตได้ เพราะยังไม่มีคนสนใจซื้อประกันตั้ง 97 % แต่ในขณะเดียวกันหลายคนมองว่าธุรกิจนี้ไม่น่าสนใจ เพราะมีคนที่สนใจซื้อประกันชีวิตเพียงแค่ 3 % เท่านั้น แต่ในปัจจุบันคนไทยหันมาซื้อธุรกิจประกันชีวิตเพิ่มขึ้นมากถึง 20 % แต่ก็ยังคงน้อยกว่าหลายๆประเทศในอาเซียน หากเปรียบเทียบกับประเทศญี่ปุ่น สมัยก่อนคนญี่ปุ่นมักจะนิยมทำประกันชีวิตมากถึง 100 % และในปัจจุบันคนญี่ปุ่นก็ยังคงนิยมทำประกันชีวิตแต่เพิ่มสูงขึ้นถึง 400 % หรือเท่ากับคนญี่ปุ่น 1 คน มีกรมธรรม์คนละ 4 ฉบับ  ฉะนั้น ถ้าคนญี่ปุ่นเสียชีวิต 1 คน คนรวยจะเกิดขึ้น 4 คน ดังนั้น ธุรกิจประกันชีวิตในประเทศไทยยังถือว่าได้รับความสนใจจากผู้คนน้อย แต่ก็มีโอกาสได้รับความนิยมสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งผมมองว่าในอนาคตธุรกิจประกันชีวิตในประเทศไทยจะมีตลาดที่ดีกว่าประเทศญี่ปุ่น ธุรกิจ เติบโตมากขึ้นถึง 100 %  เพราะเมื่อเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (Asean Economics Community – AEC) นั้น ทุกประเทศจะมองมาที่ประเทศไทย คนไทยจะมีความรู้มากขึ้นและทุกอย่างจะช่วยเอื้ออำนวยมากขึ้น

ทำให้ยอดขายประกันชีวิตจากเดิม 20 % จะสามารถเติบโตได้มากถึง100 % ในระยะเวลาอันสั้น

คนเราแต่ละคนมักจะมีมุมมองที่แตกต่างกัน หากคุณไปสมัครงานครั้งแรก คุณมัก ตอบรับทุกอย่างเพื่อทำให้รับคุณเข้าทำงาน  แม้ว่าบางอย่างคุณจะทำไม่ได้ แต่คุณก็จะบอกว่าทำได้ไว้ก่อน แต่ในทางกลับกันหากมีคนชวนคุณทำธุรกิจประกันชีวิต เขาบอกว่าคุณทำได้ เพราะคุณบุคลิกดี พูดเก่ง คุณก็มักจะปฏิเสธว่าอาชีพนี้ไม่เหมาะกับคุณ ง่ายๆ คือ คุณพูดทุกอย่างเพื่อให้เขาไม่รับคุณ

ดังนั้น มุมมองนั้นถือเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าคนเราไม่เข้าใจเรื่องนี้คุณอาจจะพลาดบางสิ่งบางอย่างได้ เพราะวิธีคิดของคนแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน ดังเช่น พี่น้องบางคนยังมีนิสัยที่แตกต่างกัน หรือ บัณฑิตเรียนจบใหม่เหมือนกัน แต่เงินเดือนของแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน เพราะมีวิธีคิดที่แตกต่างกัน

สมัยเมื่อ 30 ปีก่อน ผมมักจะมีความคิดที่แตกต่างจากคนอื่น ผมมีความคิดที่ใหญ่แต่ไม่มีเงิน สิ่งเดียวที่ทำให้ผมนั้นเติบโต นั้นคือ ความเชื่อที่จะประสบความสำเร็จ  ผมเชื่อว่าผมจะเติบโตและร่ำรวย และผมต้องทำได้  ผมจับจ้องและจับถูกตนเอง ตอนที่ผมเข้ามาอาชีพประกันชีวิตแรกๆ ผมมีอายุน้อยที่สุดนั้นกลุ่ม ทุกคนเชื่อว่าผมจะอยู่ในอาชีพนี้ได้ไม่นาน เพราะถ้าเราอายุน้อยเวลาที่เราไปขายประกันชีวิต จะดูไม่น่าเชื่อถือ ผมตัดสินใจนำเรื่องนี้ไปปรึกษากับหัวหน้าของผม หัวหน้าของผมก็หัวเราะ เขาบอกกับผมว่า ก่อนหน้านี้มีตัวแทนอายุมากคนหนึ่งมานั่งคุยกับหัวหน้า แล้วบ่นว่าเขาเป็นตัวแทนที่อายุมาก ไม่สามารถขายประกันได้ เพราะลูกค้าบอกว่าถ้าเราเสียชีวิตก่อนลูกค้าแล้วใครจะดูแลลูกค้า เพราะฉะนั้น การตัวแทนที่อายุมากนั้น ก็ไม่เหมาะที่จะขายประกันชีวิต ต้องตัวแทนที่อายุน้อย

ผมได้ฟังเรื่องนี้ทำให้ผมคิดว่า เราต่างคนต่างจับผิดตนเอง พวกเราคิดแต่ว่าตนเองนั้นมีข้อเสีย จนลืมคิดข้อดีของตนเอง ข้อดีของคนที่อายุน้อย คือ  การมีพละกำลังที่ดี เวลาไปขอให้ผู้ใหญ่สนับสนุนก็จะดูน่ารัก แต่ประสบการณ์นั้นอาจสู้คนที่มีอายุมากไม่ได้ สำหรับตัวแทนที่อายุมากข้อดี คือ  การที่เขามีประสบการณ์ที่ดีและดูน่าเชื่อมากกว่า

ดังนั้น การที่เราจะประสบความสำเร็จได้นั้น เราต้องรู้จักมองข้อดีของตนเอง เราต้องพยายามหามุมมองที่เราคิดว่าทำให้เราประสบความสำเร็จ ต้องจับจ้องและจับถูกตนเอง และที่สำคัญคุณต้องห้ามบ่นว่าไม่เหมาะสมกับอาชีพนี้ ถ้าคุณเลือกมองมุมมองที่ดี ชีวิตของคุณก็จะมี แต่ความสุขและจะประสบความสำเร็จ

หลายคนอาจมองว่าประกันชีวิตไม่จำเป็นต้องรีบซื้อ เมื่อถึงเวลาค่อยซื้อ ฉะนัั้น มุมมองประกันชีวิตที่คุณควรรู้ คือ

1.       คุณต้องซื้อก่อนใช้ เพราะถ้าคุณเสียชีวิตไปแล้ว คุณจะไม่สามารถซื้อได้  หลายคนอาจมองว่าการเป็นตัวแทนประกันชีวิตเวลาไปขายใคร ก็ไม่มีใครซื้อ เพราะลูกค้า ยังไม่พร้อม ยังไม่จำเป็น และยังไม่ต้องการ แต่เชื่อหรือไม่ หากคุณลองไปถามตอนที่เขาอยู่โรงพยาบาล ตอนที่สายระโยงระยาง ว่าคุณสนใจซื้อประกันหรือไม่ เขาจะตอบว่าซื้อทันที แต่มันก็สายเกินไปแล้ว เพราะเวลาที่คุณพร้อม คุณก็ขาดคุณสมบัติไปแล้ว ไม่ที่จะสามารถซื้อประกันได้ ฉะนั้น การทำประกันชีวิตคุณต้องซื้อตอนที่คุณยังไม่พร้อม ยังไม่จำเป็น ยังไม่ต้องการ และต้องซื้อเดี๋ยวนี้

2.       เวลาที่ต้องใช้ไม่เคยมากพอ เวลาที่เราได้เช็คเคลมกับบริษัทประกันชีวิต มีลูกค้าเคยบ่นไหมว่า ให้มากเกินไป คำตอบก็คือ ไม่มีลูกค้ากลับพูดว่า  ได้น้อยเกินไป” รู้อย่างนี้ซื้อประกันเยอะกว่านี้ดีกว่า ทำไมคุณไม่ขายให้ผมเยอะๆ แต่หากย้อนกลับไปตอนตกลงซื้อ ลูกค้ามักจะบอกกับตัวแทนว่า “ซื้อประกันที่ถูกที่สุด”

3.       มนุษย์ทุกคนจำเป็นต้องมีประกันชีวิต แต่หลายคนไม่รู้ เราต้องมีเงินเก็บไว้ใช้ในอนาคต และต้องมีหลักประกันชีวิตไว้ตอนที่เรานั้นไม่อยู่แล้ว เพื่อไม่ทำให้คนข้างหลังนั้นเตือนร้อน หลายคนรู้ว่าจำเป็นต้องซื้อประกันชีวิต แต่สิ่งที่พวกเขายังไม่รู้ คือ ต้องซื้อเดี๋ยวนี้ฉะนั้น สิ่งที่ตัวแทนประกันชีวิตต้องทำ คือ คุณต้องไปอธิบายให้ ลูกค้าเข้าใจ ว่าทำไมลูกค้าจะต้องซื้อเดี๋ยวนี้ เพราะอะไร

ส่วนตัวของผมคิดว่า การซื้อประกันชีวิตนั้นปรียบเสมือนเป็นการแสดงความรักต่อคนที่เรารัก สิ่งที่ผมพูดไปข้างต้นหลายคนคงจะเข้าใจพื้นฐานแล้วว่า ทำไมเราจึงต้องทำประกันชีวิต ดังนั้น เวลาที่ลูกค้าบอกว่ายังไม่พร้อม  จงยิ้มได้อย่างสบายใจ ดีกว่าที่ลูกค้าบอกว่าพร้อมแล้ว  เพราะ ถ้าลูกค้าพร้อม นั่นหมายความว่า ลูกค้าไม่สามารถซื้อประกันชีวิตได้แล้ว

              ฉบับต่อไปผมจะมาพูดในเรื่อง การเงิน ที่ตัวแทนประกันชีวิตจำเป็นต้องรู้ ถ้าคุณอยากจะประสบความสำเร็จ โปรดติดตามต่อฉบับหน้า

              (บทความธุรกิจประกันภัย หนังสือพิมพ์เส้นทางนักขาย ฉบับที่ 347 ปักษ์แรก ประจำวันที่ 1-15 พฤษภาคม 2560)

Leave a comment

Make sure you enter the (*) required information where indicated. HTML code is not allowed.

Bingo sites http://gbetting.co.uk/bingo with sign up bonuses