คนที่สำเร็จคิดอ่านกันอย่างไรในยุคดิจิทัล? 29 Jul 2018

            เพื่อนๆ นักขายครับ ระหว่างเดินทางบนเส้นทาง กรุงเทพฯ – นิวเดลี – นิวยอร์ก – นิวเจอร์ซีย์ – น้ำตกไนแองการ่า – โรดไอส์แลนด์ – บอสตัน – รัฐเมน – รัฐนิวแฮมเชียร์ – รัฐคอนเนกติคัท – เพนซิลวาเนีย – ฟิลาเดลเฟีย – วอชิงตันดีซี –  ดาวน์ทาวน์นิวยอร์ก – นิวเดลี – พุทธคยา  – โอลด์เดลี – กรุงเทพฯ

            แวดวงวิชาการสำหรับผม ได้อัพเดท “ความคิดใหม่ๆ” และ “ความอ่านใหม่ๆ” อยากนำมาเล่าสู่กันฟัง เป็นความรู้ที่เกิดจากเดินทาง ไม่ได้เกิดจากการอ่าน

ผมมาประมวลดูสิ่งที่ตาดู หูฟัง จมูกดมกลิ่น ลิ้นลิ้มลองรส กายสัมผัส

หากจะสรุปเป็น idea 5.0 ก็ตอบได้สั้นๆ เพียงว่า คนที่ประสบความสำเร็จแต่ละคน จะต้องผสมผสาน ความคิดความอ่าน และสร้างผลงาน โดยทำให้ดู

คนที่ยิ่งใหญ่ในโลกยุคดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นแจ็คหม่า หรือมาร์ก ซักเกอร์เบิร์ก เป็นต้น ล้วนเป็นต้นแบบ แบบอย่างของคนที่ “ทำให้ดู”

เครื่องมือที่ทรงพลังที่สุด ที่จะนำเราไปสู่ความสำเร็จ และนำทางให้คนตามเราไปสู่ความสำเร็จ มีเพียงวิธีเดียวนั่นคือ “ทำให้ดู” เป็น “แบบอย่าง”  “ต้นแบบ” “ตัวแบบ”
ภาษาอังกฤษเรียกการเรียนรู้ระบบนี้ว่าเป็นบทเรียนที่เรียนรู้ผ่าน “กรณีศึกษา” ซึ่งเรียกว่า Case Study

คือต้องทำใจ และปลงใจ ศรัทธา และเชื่อมั่นแน่วแน่โดยปราศจากความลังเล ระแวง หรือสงสัยใดๆ ว่า “ตัวเราไม่สามารถควบคุมคนอื่น ไม่สามารถบงการคนอื่น ไม่สามารถสั่งการคนอื่นได้เลย และตัวเราไม่สามารถควบคุม บงการ สั่งการ เหตุการณ์ใดๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นทันที ทันใด ทันใจ  แต่ทว่าเราสามารถควบคุมตนเอง พิจารณาตนเอง ตักเตือนตนเอง แก้ไขตนเอง ฝึกตนเอง หัดตนเอง อบรมตนเอง พัฒนาตนเอง บงการตนเอง และสั่งการตนเองโดยควบคุม “มโนกรรม – วจีกรรม – กายกรรม” ของตัวเราเอง โดยปรับเปลี่ยนให้มี “พฤติกรรม” และ “นิสัย” ที่เปลี่ยนแปลงจากเดิม ตัวเราเองต้องศรัทธาในตัวเรา คิดและเชื่อมั่นว่าเราสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมแย่ๆ และนิสัยที่ล้มเหลวนำไปสู่นิสัยแห่งความสำเร็จได้ และเมื่อเราลงมือปฏิบัติการใดๆ ก็จะมีผลอย่างใหญ่หลวงต่อคนรอบตัวเราทำให้คนรอบตัวเราที่เข้ามาศึกษา สังเกต เรียนรู้ ความคิดความอ่านของเรา ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง “พฤติกรรม” และ “นิสัย” ของเขาหรือเธอ ตามไปด้วย  และสำคัญที่สุด “ปฏิกิริยา” ของตัวเรา ต่อ “เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นๆ” สำคัญยิ่งกว่า “เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง” ดังนั้น “การทำให้ดูเป็นตัวอย่างของเรา” เป็นวิธีปฏิบัติการที่ทรงพลังและมีอำนาจระดับสูงสุดในอันที่จะเปลี่ยนแปลง “พฤติกรรม” และ “นิสัย” ของคนรอบตัวเรา”
วิธีปฏิบัติให้คนอื่นยอมเต็มใจและตั้งใจทำตามที่เราใช้ “พลัง” บังคับ บงการ สั่งการ มีด้วยกัน 5 วิธี ประกอบด้วย 1) การใช้ “พลังศรัทธา” สร้างแรงบันดาลใจ ความประทับใจ ความสนใจ ความต้องการ ความอยาก และความคลั่งไคล้ (Passion) ในสิ่งเดียวกันที่ต้องการ 2) การใช้ “กฎหมาย” ฟ้องร้องเป็นคดีความ ความแพ่ง ความอาญา แล้วเอาคดีบีบบังคับ “คนอื่น” ให้ยินยอมและยอมความ  3) การใช้ “เงิน” ทำงานแทน โดยให้ค่าตอบแทนแลกเปลี่ยนกับสิ่งที่ “คนอื่น” มีความคิด ความอ่าน ความรู้ ความสามารถ และมีศักยภาพที่จะมาทำงานให้เรา ไม่ว่าจะเป็นตัว “สินค้า” หรือ “บริการ” ด้านต่างๆ 4) การใช้ “พลังความคิด พลังความฝัน พลังความหวัง และพลังแห่งจินตนาการเป็นภาพความสำเร็จอันงดงาม” โดยเฉพาะการ “ยกระดับ” และ “ยกสถานะ”  บังคับ บงการ สั่งการ โดยให้สมัครใจเอง ไม่ต้องบังคับ ขู่เข็ญใดๆ สุดท้ายก็เปลี่ยน “พฤติกรรม” และ “นิสัย” ในการทำงานของเขาหรือเธอ เพื่อความสำเร็จในอนาคต และ 5) การใช้ “อารมณ์ร่วม” ชี้นำ เช่น นำเสนอ “สินค้า” หรือ “บริการ” ให้มีอารมณ์ร่วม อยากที่จะพูดคุยด้วย เสวนาด้วย สนทนาด้วย และร่วมคิดอ่าน ร่วมทำงานกัน ในลักษณะ แบ่งงานกันคิด แบ่งงานกันทำ

อีกอย่าง เท่าที่ผมพบเห็น จากการนั่งคุย บุคคลสำคัญระดับนานาชาติอย่าง ศาสตราจารย์ ดร. สะราว แห่งมหาวิทยาลัยเดลี กรุงนิวเดลี ซึ่งเรียนจบปริญญาเอกใบแรกจากมหาวิทยาลัยเดลี และใบที่ 2 จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ มหาวิทยาลัยระดับโลก และกลับมาสอนที่มหาวิทยาลัยเดลี

http://people.du.ac.in/~ktssarao/

ท่านอาจารย์ผู้นี้ทั้งได้รับความไว้วางใจเคารพและศรัทธาจากท่านนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศอินเดียคนปัจจุบันคือ “โมดี” สามารถเข้าถึงท่านนายกรัฐมนตรี ผู้นำประเทศได้ ไม่ธรรมดา… ผมประมวล “วิธีคิดอ่าน” ของท่านอาจารย์สะราวได้สั้นๆ ว่า “คนที่ประสบความสำเร็จจนจบมหาวิทยาลัยระดับโลกอย่างเคมบริดจ์และกลับมาทำงาน “พัฒนา” ปัญญาสร้างศิษย์ระดับปริญญาโทเอกได้ในระดับนานาชาติแบบท่านอาจารย์สะราว มีวิธีคิดอ่านและวิธีทำที่แตกต่างจากคนอื่นๆ คือ ตั้งใจ และเต็มใจลงมือทำตามที่คิดอ่าน ในสิ่งที่คนอื่นๆ ยังเอ๊ะอ๊ะลังเลสงสัย ไม่แน่ใจ มองไม่เห็น ไม่มีวิสัยทัศน์  ไม่ตั้งใจ ไม่เต็มใจทำ สุดท้ายท่านจึงประสบความสำเร็จ ด้วยการลงมือทำก่อน”

เพื่อนๆ นักขายครับ ปรัชญาสำหรับ idea5.0 คือ “ทำใดก็ไร้ค่า ถ้าไม่ทำ”

404