เคลมเจอ-จ่าย-จบ บทเรียนช้ำบ.ประกันวินาศภัย 8 Sep 2021

เคลมเจอ-จ่าย-จบ
บทเรียนช้ำบ.ประกันวินาศภัย

    นายบรรยง วิทยวีรศักดิ์ อดีตประธานสมาคม

ที่ปรึกษาการเงินแห่งเอเชียแปซิฟิก (APFinSA) เปิดเผยว่า โรคโควิด-19 เป็นโรคอุบัติใหม่ ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ดังนั้น จึงไม่มีสถิติที่จะใช้อ้างอิงในการรับประกันภัย ทำให้บริษัทประกันวินาศภัยที่รับประกันภัยนี้ ขาดทุนกันถ้วนหน้า ถือเป็นบทเรียนราคาแพง ทำไม บริษัทประกันภัยถึงผิดพลาดในการรับประกันครั้งนี้ ขอสรุปเป็นข้อๆ ดังนี้
1. ไม่มีสถิติใช้อ้างอิง ตามปกติบริษัทประกันภัยจะรับประกันงานใดๆ ต้องรู้ความน่าจะเป็นในการเกิดเหตุ จะได้ตั้งราคาค่าเบี้ยประกันภัยที่เหมาะสม ปีที่ผ่านมา(2563) บริษัทประกันวินาศภัยขายกรมธรรม์รับประกันโรคโควิดคิดเป็นเบี้ยมารวม 4,100 ล้านบาท มีการจ่ายสินไหมไปเพียง 77 ล้านบาท ทำให้บริษัทประกันภัยย่ามใจ เหมือนเงินกำไรได้มาง่ายๆ จึงเร่งโฆษณา ทำให้มีลูกค้าสมัครเข้ามาจำนวนมาก จากปีที่แล้ว ที่มีคนสมัครเข้ามา 9 ล้านกรมธรรม์ กลายเป็น 18 ล้านกรมธรรม์ในกลางปี 2564 แต่สายพันธุ์เดลต้าติดง่ายกว่าสายพันธุ์อู่ฮั่นถึง 3 เท่า กำไรจึงกลายเป็นขาดทุนอย่างมโหฬาร (ยอดสินไหมประกันโควิดเฉพาะปี 2564 นี้ จ่ายไปแล้วกว่า 3,920 ล้านบาท ยังตกค้างอีกจำนวนมาก)
เรามาดูเบี้ยประกันที่บริษัทประกันภัยใช้รับประกัน แผนยอดนิยม เบี้ยประกัน 499 บาทเจอจ่ายจบ 100,000 บาท หากเทียบเป็นอัตราส่วนแล้ว ต้องมีคนป่วยด้วยโรค
โควิดน้อยกว่า 1 รายต่อลูกค้า 200 ราย หรือลูกค้าต้องป่วยน้อยกว่า 0.5% บริษัทจึงจะมีกำไร
เรามาดูสถิติคนป่วยจนถึงปัจจุบันนี้ มีผู้ป่วยด้วยโรคโควิด 1.3 ล้านราย จากจำนวนประชากรไทยจำนวน 65 ล้านคน เทียบเท่ากับ 50 คนป่วย 1 คน หรือ 2% แต่ในความเป็นจริง คนที่ซื้อประกันโควิดส่วนใหญ่เป็นคนที่อยู่ในเมือง ในที่มีประชากรหนาแน่น มีความเสี่ยงสูงกว่าปกติ เช่นในกรุงเทพมีประชากร 8 ล้านคน (รวมประชากรแฝง) แต่มีผู้ที่ติดเชื้อโควิดแล้ว 300,000 ราย คิดเป็น 3.75% (ยังไม่คิดว่ามีคนที่ซื้อ 2-3 กรมธรรม์ต่อคน) เพียงเท่านี้ บริษัทประกันภัยก็ประเมินความเสี่ยงผิดไปถึง 7-8 เท่าแล้ว
2. ทรัพย์สินที่เอาประกันภัย ตามปกติบริษัทประกันภัยจะรับประกันภัยในวงเงินที่สอดคล้องกับความเสียหายที่จะเกิดขึ้น โดยทั่วไป มักน้อยกว่ามูลค่าทรัพย์สิน เพื่อจูงใจให้เจ้าของช่วยดูแลไม่ให้เกิดภัยขึ้น
เมื่อตอนที่เกิดโรคโควิดใหม่ๆ ความรับรู้ของคนส่วนใหญ่คือมันเป็นโรคมฤตยู หากป่วยขึ้นมา มีโอกาสเสียชีวิตสูงมาก จึงมีการระมัดระวังป้องกันตัวอย่างดี แต่เมื่อผู้คนได้เรียนรู้ว่ามันเป็นโรคที่ติดต่อกันง่ายก็จริง แต่โอกาสเสียชีวิตมีน้อย แถมอาการป่วยก็ไม่รุนแรงในกลุ่มวัยรุ่น จึงทำให้ความระมัดระวังในการป้องกันตัวลดน้อยลง ยิ่งรัฐบาลประกาศว่าจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลทั้งหมด ยิ่งทำให้คนชะล่าใจ บางคนถึงกับคิดว่าติดก็ไม่เป็นไร รักษาพยาบาลฟรี แถมได้เงินใช้หลักแสนบาทอีกต่างหาก
ซ้ำร้ายยังให้เปิดโอกาสให้ประชาชนซื้อประกันโควิดไม่จำกัดบริษัท ทำให้บางคนอาจจะซื้อถึง 4-5 บริษัท(กรมธรรม์) วงเงินรวมอาจมากถึง 400,000 บาท ซึ่งไม่สอดคล้องกับความเสียหายที่ผู้เอาประกันต้องเสียไปจริง แต่ตนยังเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ ไม่ได้เจตนาที่จะทำให้ติดเชื้อ อาจจะมีคนไม่ถึง 10% ที่ไม่ระมัดระวัง ประกอบกับสายพันธุ์เดลต้าแพร่กระจายได้เร็ว ทำให้บริษัทต้องรับภาระหนัก
3. การเรียกร้องสินไหมโดยทุจริต เดิมข้อกำหนดของบริษัทประกันคือ ทันทีที่ตรวจพบว่าเป็นโรคโควิดจะจ่ายเงินก้อนให้ทันที โดยต้องมีหลักฐานสองอย่างคือผลตรวจ RT-PCR โดยสถานพยาบาลและใบรับรองแพทย์ แต่ช่วงที่มีการติดเชื้อกันหนักๆ ทางคปภ.เห็นว่า ประชาชนมีความยากลำบากในการติดต่อขอใบรับรองแพทย์ จึงออกคำสั่งให้ใช้ผลตรวจ RT-PCR จากสถานพยาบาลก็พอ ซึ่งอาจทำให้ผู้เอาประกันบางคนร่วมมือกับเจ้าหน้าที่สถานพยาบาล ทุจริตแปลงผลตรวจ RT-PCR ให้เป็นบวกได้ แต่เชื่อว่าตรงนี้มีส่วนน้อยไม่ถึง 1% แต่ก็เป็นเหตุผลให้บริษัทประกันภัยใช้เป็นข้ออ้างที่จะต้องตรวจสอบให้ละเอียด ซึ่งในภาวะที่แพทย์และสถานพยาบาลไม่เพียงพอ การผ่อนปรนจึงเป็นเรื่องของนโยบายของรัฐ
4. การเข้ามากำกับดูแลของสำนักงานคปภ. สำนักงานคปภ.มีหน้าที่กำกับดูแลการดำเนินงานของบริษัทประกันภัย และต้องตรวจสอบถึงความเพียงพอของเงินกองทุนและเงินสำรองประกันภัย หากพบว่าความเสี่ยงภัยสูงขึ้นมาก ที่อาจมีผลกระทบต่อเงินกองทุนของบริษัทประกันภัย ควรจะส่งสัญญาณให้บริษัทประกันภัยประเมินความเสี่ยงภัยให้รอบคอบ ก่อนที่จะเดินหน้ารับประกันภัยต่อไป หรือจะปรับเพิ่มเบี้ยหรือปรับเงื่อนไขการคุ้มครองให้สอดคล้องกับภัยที่เปลี่ยนไป มิฉะนั้นหากความเสียหายเกิดขึ้นจำนวนมาก บริษัทประกันภัยอาจอิดออดในการจ่ายสินไหม สุดท้ายก็เดือดร้อนไปถึงคปภ.ที่ต้องเข้ามาบังคับใช้กฏหมายให้บริษัทเหล่านี้เร่งจ่ายสินไหมอยู่ดี
“มาถึงตรงนี้ ผมมีความเห็นที่ชัดเจนว่า บริษัทประกันภัยต้องจ่ายสินไหมชดเชยตามที่รับประกันเอาไว้ ซึ่งล้วนมาจากความผิดพลาดในการประเมินความเสี่ยงภัยที่เปลี่ยนไป และผู้เขียนยังเชื่อว่าผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่กว่า 90% เป็นผู้มีความสุจริตใจในการเข้ามาทำประกันภัย เขาสมควรได้รับการชดเชยตามสัญญาประกันภัยอย่างรวดเร็ว บริษัทประกันภัยไม่สามารถอ้างว่า บริษัทมีคนไม่เพียงพอในการพิจารณาสินไหมได้ เพราะสามารถโยกย้ายเจ้าหน้าที่จากแผนกอื่นมาช่วยงานได้ ในภาวะที่เรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วนมากกว่า” นายบรรยงกล่าว
และนี่คือเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับทุกบริษัทประกันภัย ที่จะต้องตระหนักและระลึกไว้เสมอ หากยังคิดจะประกอบธุรกิจรับประกันภัยต่อไปในอนาคต

1,793