เรื่องของ กิ๊กๆ  เป็น
Gig อย่างไรให้รวย !! 6 Feb 2019

สวัสดีครับ กลับมาพบกับผมศตพล จันทร์ณรงค์ กันอีกแล้วนะครับผ่านพ้นวันเด็กไป วันวาเลนไทน์และตรุษจีนวันปีใหม่ของชาวจีนรวมทั้งคนไทยเชื้อสายจีนทั่วโลก เตรียมตัวเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ พ่อค้า แม่ค้าต่างคึกคักกันน่าดูแต่ช่วงนี้ข้าวของก็จะราคาแพงขึ้น เช่นหมู ไก่ ผลไม้ ดีสำหรับพ่อค้าแม่ค้าแต่ไม่ค่อยดีนักสำหรับลูกค้าครับ เงินทองได้เท่าเดิมแต่จ่ายมากกว่าเดิม

หลายท่านคงจะสงสัย เอ๊ะ กิ๊ก ที่ผมพูดถึงเป็นกิ๊กเสี่ย กิ๊กเจ้าสัวหรือกิ๊กมหาเศรษฐีรึเปล่าถึงได้รวย แต่คนละกิ๊ก คนละอย่างครับ คุณสาวๆจะชอบด้วยที่จะเป็นกิ๊ก นั่นคือ Gig Economy

Gig Economy คืออะไร

Gig ในภาษาอังกฤษซึ่งมีหลายความหมาย เช่น รถสองล้อที่ ม้าลาก เรือลำยาวแคบๆ สำหรับพาย งานแสดงดนตรี แต่ในที่นี้เป็นคำสแลงอเมริกันหมายความถึง ‘งาน’

Gig Economy หมายถึงระบบเศรษฐกิจที่ประกอบด้วยงานชนิดที่เป็น part time / ชั่วคราว / freelance / self-employed หรืองานที่รับมาจากคนอื่นอีกต่อเป็น outsource กล่าวโดยสรุปก็คือ ไม่ใช่งานประจำแบบเป็นลูกจ้างดังที่เคยเป็นกันมา ไม่ยึดติดกับที่ใดที่หนึ่ง หรือรูปแบบการทำงานแบบเก่า

ท่ามกลางการเติบโตของแพลตฟอร์มออนไลน์ที่สร้างช่องทางการหารายได้ใหม่ๆ ถูกเรียกว่า  “Gig Economy” หมายถึงระบบเศรษฐกิจที่ประกอบด้วยงานครั้งคราว หรืองานที่รับจ้างเป็นครั้งๆ ไป

ใครอยู่ใน Gig Economy บ้าง ?

ตอบคือ คนที่เป็นฟรีแลนซ์ทั้งหลาย /พาร์ทไทม์ /เอาท์ซอร์ส  จนถึงคนที่รับจ้างผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น คนขับ Uberคนที่รับงานผ่าน Upworkหรือ Gigwalkเป็นต้น

ลักษณะสำคัญ คือมีอิสระ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกรับงานหรือเวลาทำงาน โดยได้รับค่าตอบแทนตามจำนวนงานที่ทำ ที่สหรัฐฯ สถาบันวิจัย Brookings เผยว่าการจ้างงานใน Gig Economy กำลังเติบโตรวดเร็วยิ่งกว่าในตลาดงานประจำด้วย

ข้อดีของการทำงานในรูปแบบ Gig Economy คือมีความยืดหยุ่นในเรื่องเวลาทำงาน เราสามารถบริหารจัดการเวลาและจัดลำดับความสำคัญของงานได้ตามใจ แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องแลกมาด้วยความไม่มั่นคงจากรายได้ที่ไม่แน่นอน และยังเสี่ยงถูกแย่งงานจากคนอื่นที่มีฝีมือหรือทักษะแบบเดียวกัน

Gig Economy ถือเป็นอีกหนึ่งเทรนด์แรงของยุคนี้ เพราะได้เข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน การจ้างงาน รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและลูกจ้างในปัจจุบัน กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวที่น่าจับตามองว่าในอนาคต ชีวิตการทำงานของเราจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง

Gig Economy เติบโตจากอะไร

มีอยู่ 3 ข้อคือ

1.สังคมออนไลน์ โลกออนไลน์เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ Gig Economy เติบโตอย่างก้าวกระโดด เพราะทำให้

อุปสงค์ (คนที่ต้องการว่าจ้าง) กับอุปทาน (คนที่ต้องการงาน) มาเจอกันได้ง่ายขึ้น โดยมีแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นคนกลาง เช่น

TaskRabbit แอปพลิเคชั่นสำหรับหาเพื่อนบ้านมาช่วยงานและทำธุระแทน เช่น ทำความสะอาดบ้าน ซ่อมท่อประปา ย้ายของ จ่ายบิลค่าไฟ ฯลฯ อุปสงค์ก็คือเจ้าของบ้านที่อยากได้คนช่วยงาน ส่วนอุปทานก็คือเพื่อนบ้านที่กำลังว่างและมีแรงจะมาช่วยงานได้

2.แนวคิดเศรษฐกิจแบ่งปัน (sharing economy) นำของที่มีอยู่มาแบ่งให้คนอื่นใช้งาน ทำให้เกิดงานและช่องทางหารายได้ใหม่ๆ เช่นAirbnbเปิดโอกาสให้คนนำที่พักมาปล่อยเช่าSpinlisterนำจักรยานมาให้คนอื่นยืม Grab และ Uber สร้างโอกาสหารายได้กับคนที่มีรถด้วยการนำออกมาให้บริการรับส่ง เป็นช่องทางหาเงินใหม่ๆ ไม่ยึดติดกับการทำงานนั่งโต๊ะแบบเดิม

3.ไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ ที่ต้องการมีอิสระ ได้ทำตามใจตัวเอง ทั้งในการตัดสินใจเรื่องงานและการบริหารเวลาในชีวิต ซึ่ง Gig Economy ก็ตอบโจทย์ความต้องการของคนยุคใหม่ได้อย่างดี ตอนเช้าอาจจะรับงานฟรีแลนซ์ ตอนบ่ายออกไปเป็นคนขับ Grab ตอนเย็นรับจ้างสอนพิเศษ พร้อมๆ กันนี้ก็ปล่อยห้องว่างที่บ้านให้นักท่องเที่ยวเช่าผ่าน Airbnbไปด้วย นี่คือตัวอย่างชีวิตออกแบบได้ของเหล่า gig worker ซึ่งตรงกับไลฟ์สไตล์ของคนยุคปัจจุบัน มีแนวโน้มจะเปลี่ยนแปลงไปได้อีกมาก

แพลตฟอร์ม Gig Economy เจ้าใหญ่หลายแห่งในสหรัฐฯ ได้เรียงแถวออกมาประกาศให้สวัสดิการและสิทธิประโยชน์กับเหล่า gig worker เหตุผลหนึ่งก็คือจำนวนคนรับจ้างนั้นเข้ามาเยอะก็จริง แต่ก็ลาออกเยอะเช่นกัน อย่างคนขับรถ Uberเข้าใหม่เกือบครึ่งก็เลิกขับตั้งแต่ปีแรก นั่นทำให้ Uberออกนโยบายอนุญาตให้คนขับสามารถรับทิปจากลูกค้าได้ และมีประกันช่วยเหลือกรณีที่เกิดอุบัติเหตุในระหว่างทำงาน ในขณะที่บริษัทคู่แข่งอย่าง Lyftก็ให้สิทธิประโยชน์อย่างบริการซ่อมบำรุงรถ ส่วน DoorDashที่ให้บริการส่งอาหารจากร้านถึงหน้าบ้านก็เสนอการจ่ายเงินค่าแรงในวันถัดมา เรียกได้ว่าฝั่งผู้ว่าจ้างใน Gig Economy ก็ต้องหาทางให้สิทธิประโยชน์เพื่อจูงใจคนทำงานเช่นกันแม้ว่าจะไม่มีกฎหมายออกมาบังคับก็ตาม

386