แค่ครึ่งปีเคลมพุ่ง1,770ล. กูรูชี้ปัจจัยรุมเร้าเบี้ยโควิดขยับขึ้น10เท่า 18 Jul 2021

แค่ครึ่งปีเคลมพุ่ง1,770ล.
กูรูชี้ปัจจัยรุมเร้าเบี้ยโควิดขยับขึ้น10เท่า

    แหล่งข่าวจากวงการประกันภัย เปิดเผยถึงตัวเลขผลประกอบการของการประกันภัยโควิดทั้งระบบตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.64 ถึงวันที่ 30 มิ.ย.64 ว่ามีบริษัทที่รับประกันทั้งหมด 26 บริษัท คิดเป็นจำนวนกรมธรรม์ประกันภัยโควิดที่รับไว้ จำนวน 12.65 ล้านฉบับ คิดเป็นเบี้ยประกัน 4,900 ล้านบาท โดยมีตัวเลขค่าสินไหมหรือเคลมเกิดขึ้นแล้วจำนวน 1,770 ล้านบาท ส่วนกรมธรรม์แพ้วัคซีน มีรับประกันไว้ 7.3 ล้านฉบับ คิดเป็นเบี้ยประกันสะสม 130 ล้านบาท  จ่ายค่าสินไหมไปแล้ว 2 ล้านบาท  โดยมีบริษัทประกันวินาศภัยที่รับ 12 บริษัท  และบริษัทประกันชีวิตที่รับ 2 บริษัท    
    ทั้งนี้นับเป็นสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง เนื่องจากจำนวนผู้ติดเชื้อโควิดรายวันสูงขึ้นอย่างรวดเร็วมาก ทั้งนี้หากพิจารณาจากตัวเลขสิ้นเดือนมิ.ย.64 ยังมีจำนวนผู้ติดเชื้ออยู่ที่ 5,200 กว่ารายเศษ ตัวเลขสินไหมรวม 6 เดือน(ม.ค.ถึงมิ.ย.)มีค่าสินไหม 1,770 ล้านบาทแล้ว แต่มาล่าสุดเข้าเดือนที่ 7 ได้ขยับสูงขั้นมาถึงณ ปัจจุบันทะลุ หลักหมื่นกว่ารายเข้าไปแล้ว ซึ่งสถานการณ์น่าเป็นห่วงต่อการขาดทุนสูงในปีนี้ทีเดียว หากไทยเรายังไม่สามารถฉีดวัคซีนโควิดให้กับประชาชนคนไทยได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว ก็เสี่ยงต่อจำนวนผู้ติดเชื้อจะขยับสูงขึ้นไปถึงหลักสองหมื่นได้
    นายพิเชฐ เจียรมณีทวีสิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอคชัวเรียล บิสซิเนส โซลูชั่น และ อดีตนายกสมาคมนักคณิตศาสตร์ประกันภัย เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิดและมีจำนวนผู้ติดเชื้อทะลุหลักหมื่นคนขึ้นไปในขณะนี้ เป็นสถานการณ์ที่น่าวิตกทีเดียว สำหรับการขายประกันภัยโควิด โดยในความเห็นส่วนตัวแล้วคิดว่าเบี้ยประกันปัจจุบันที่ขายอยู่คงไม่พอแน่ คิดว่าสถานการณ์ความเสี่ยงขณะนี้เบี้ยน่าจะสูงขึ้นหรือแพงขึ้นถึง 10 เท่าตัวทีเดียว เพื่อสมเหตุสมผลกับความเสี่ยงในขณะนี้ โดยเชื่อว่า แม้ค่าเบี้ยประกันจะแพงขึ้น 10 เท่าตัว ก็ยังมีคนซื้อ เพื่อความสบายใจ เนื่องจากโอกาสหรือความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ

โควิดเวลานี้เป็นเรื่องใกล้ตัวพี่น้องประชาชน และค่อนข้างติดได้ง่ายและรวดเร็วทีเดียว
โดยเฉพาะประกันโควิดในเวอร์ชั่นเจอจ่ายจบที่ขาดทุนเวลานี้ บวกกับปัจจัยแปรเปลี่ยนหลายประการอาทิ การล็อคดาวน์ ความล่าช้าของวัคซีนที่จะฉีดให้ประชาชน หรือการคิดค้นวัคซีนที่ตอบโจทย์เชื้อกลายพันธุ์หรือวิวัฒนาการของเชื้อกลายพันธุ์ที่เปลี่ยนแปลง เป็นสายพันธุ์ใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา รวมไปถึงการเปิดให้ประชาชนสามารถเข้าถึงในการซื้อหาRapid Antigen Test ตรวจหาเชื้อโควิดได้ หรือแม้แต่การใช้มาตรการเชิงรุกในการตรวจหาผู้ติดเชื้ออย่างเข้มข้น ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้จะทำให้ภาครัฐพบผู้ติดเชื้อได้มีประสิทธิภาพและทำการรักษาได้ในระยะเวลาอันรวดเร็วขึ้น
ซึ่งจุดนี้เชื่อว่า น่าจะส่งผลให้จำนวนผู้ติดเชื้อมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นตามมา โดยผลดีก็จะส่งผลให้เดิมทีผู้ติดเชื้อบางรายที่ติดเชื้อแล้ว ไม่แสดงอาการ ด้วยเหตุเชื้อที่มีระยะฟักตัวยาวนานขึ้นตามไวรัสโควิดสายพันธุใหม่ๆที่กลายพันธุ์ เมื่อเข้าสู่ระบบการตรวจเชิงรุก หรือมีเครื่องมือ Rapid Antigen Test เข้ามาเป็นตัวช่วยตรวจหาเชื้อได้สะดวกขึ้น ก็จะทำให้ผู้ติดเชื้อได้รับทราบและเข้าทำการรักษา ซึ่งปัจจัยเหล่านี้น่าจะส่งผลให้จำนวนผู้ป่วยติดเชื้อและเข้ารับการรักษาพยาบาลมีโอกาสจะสูงขึ้นตามมา และส่งผลต่อสถิติการเคลมค่าสินไหมของประกันโควิดสูงขึ้นตามมาได้
ทั้งนี้ก่อนอื่นต้องยอมรับกันว่าผลิตภัณฑ์ประกัน
โควิดที่ขายในปัจจุบันคงจะใช้หลักการของคณิตศาสตร์ประกันภัยอย่างปกติเรานิยมกันมาใช้คงไม่ได้ หากต้องใช้หลักคณิตศาสตร์ในลักษณะ Stress Test วัดว่า ถ้าเกิดภาวะวิกฤติ มันจะเสียหายหนักเท่าไหร่ และบริษัทรับได้ไหม และสามารถรับความเสียหายได้เท่าไหร่ ไม่ใช่เกิดความเสียหายแล้วค่อยมาหยุด ซึ่งในประเด็นนี้ทางฟากของธุรกิจประกันชีวิตไม่ค่อยจะมีปัญหา เนื่องจากในตัวประกันโควิดที่ขายอยู่ในขณะนี้ได้มีการคิดคำนวณความเสี่ยงไว้อย่างดี และค่อนข้างระยะยาว
“กรณีของการออกแบบประกันโควิดนั้นจะใช้หลักสถิติเพียงอย่างเดียวมาจับไม่ได้ เพราะการแพร่ระบาดของเชื้อโควิดนั้นเปลี่ยนไปได้เรื่อยๆ แม้ว่าจะใช้สมการคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนมากเพียงใด แต่ด้วยข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทำให้การประเมินอนาคตทำได้เพียงแค่การประเมินแบบคร่าวๆ เท่านั้น ซึ่งจุดนี้อาจทำให้ผู้ที่กำหนดนโยบายหรือผู้ที่ต้องประเมินความเสี่ยงนั้นติดกับดักทางสถิติและตัดสินใจที่ผิดพลาดได้ง่าย”อดีตนายกสมาคมนักคณิตศาสตร์ฯกล่าว

1,567