ใช้รถผิดประเภท ประกันภัยไม่รับผิดชอบจริงหรือ? 29 Jul 2018

สวัสดีครับทุกท่านพบกับก้าวทันประกันภัย เพื่อการก้าวไปอย่างมั่นคง ก้าวไปอย่างมั่นใจ ด้วยหลักประกันเพื่อความมั่นคงทางสังคม กับรายการของเราที่มีความมุ่งมั่นและสรรค์สร้างให้ความรู้เกี่ยวกับการประกันภัยเพื่อความรู้ความเข้าใจที่เท่าทันทั้งการประกันชีวิตและการประกันวินาศภัย  เรามาติดตามกันเลยครับ…

คำถาม : คุณ ปรัชญา จากจังหวัด นนทบุรี  ถามว่าซื้อรถตู้มาแล้วทำประกันภัยประเภทหนึ่งไว้เมื่อช่วงต้นเดือน กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้หลบสุนัขเสียหลักชนต้นไม้ข้างทางทำให้ตัวรถได้รับความเสียหายมากทางบริษัทประกันภัยให้ทำการยกรถเข้าอู่ในเครือของบริษัทและมีการประเมินราคาว่าเสียหายประมาณ 300,000 บาท ต่อมาทางบริษัทประกันภัยบอกว่ากรมธรรม์ไม่คุ้มครองเนื่องจากคุณปรัชญาใช้รถผิดประเภท โดยในกรมธรรม์ระบุประเภทการใช้ส่วนบุคคล ไม่ใช่รับจ้าง หรือให้เช่า  แต่ว่าวันที่เกิดเหตุนั้นนำไปใช้เป็นรถรับจ้างทั่วไป ถือว่าเป็นการใช้รถผิดประเภทดังนั้นความเสียหายประมาณ 300,000 บาทนั้นคุณปรัชญาต้องรับผิดชอบเอง อย่างนี้ถูกต้องหรือไม่อย่างไร??

อ.ประสิทธิ์ :  ตามที่ผมเคยได้บอกกล่าวให้ทุกท่านได้ทราบกันแล้วนะครับว่า การประกันภัยนั้น เมื่อมีการตกลงทำการประกันภัยแล้วทางบริษัทผู้รับประกันภัยก็จะต้องออกเอกสารและส่งมอบให้กับผู้เอา ประกันภัยไว้ที่เรียกว่า “กรมธรรม์ประกันภัย” โดยในชุดเอกสารดังกล่าวก็จะมีเอกสารหลักคือ หน้าตารางกรมธรรม์ซึ่งจะระบุถึงข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับการเอาประกันภัยและจำนวนความคุ้มครอง กับ เอกสารที่เป็นเงื่อนไขกรมธรรม์ซึ่งเป็นข้อกำหนดและแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการบังคับใช้ของกรมธรรม์  สำหรับคำถามของคุณปรัชญานั้นเป็นการประกันภัยรถยนต์ซึ่งในการพิจารณารับประกันภัยรถยนต์นั้นจะมีปัจจัยที่นำมาคำนวณและกำหนดเป็นอัตราเบี้ยประกันภัยคือ

1.ประเภทรถยนต์ เช่น รถเก๋ง  รถกระบะ รถบรรทุก  รถโดยสาร  รถหัวลาก รถหางพ่วง ฯลฯ

2.ลักษณะการใช้รถยนต์ เช่น การใช้ส่วนบุคคล การใช้เพื่อรับจ้างสาธารณะ การใช้เพื่อการพาณิชย์ ฯลฯ

3.ขนาดของรถยนต์ เช่น ขนาดเครื่องยนต์  น้ำหนักบรรทุก  จำนวนที่นั่ง ฯลฯ

4.อายุรถยนต์ ไม่เกิน 5 ปี เกินกว่า 5 ปี ฯลฯ

5.กลุ่มรถยนต์ เช่น รถเก๋งเอเชีย รถเก๋งยุโรป ฯลฯ

6.จำนวนเงินเอาประกัน เช่น สำหรับตัวรถประกัน  สำหรับทรัพย์สิน– ชีวิตร่างกายบุคคลภายนอก ฯลฯ

7.อุปกรณ์พิเศษ (อุปกรณ์ที่มีการติดตั้งเพิ่มเติมจากสภาพรถที่ออกจากโรงงาน)

ทั้งหมดนั้นทางบริษัทจะทำการตรวจสอบและสอบถามข้อมูลต่างๆ นี้ในขณะที่ผู้เอาประกันภัยเองก็จะต้องแสดงหรือเปิดเผยความจริงต่างๆ และต้องมีการสอบถามเพื่อความเข้าใจและตรงตามความต้องการก่อนที่จะมีการตกลงเอาประกันภัย จากคำถามของคุณปรัชญานั้น เป็นประเด็นในข้อ 2.ลักษณะการใช้รถยนต์ ครับโดยคุณปรัชญาในฐานะผู้ขอเอาประกันภัยนั้นมีหน้าที่ต้องแจ้งให้บริษัทประกันภัยรับทราบว่าตนเองประสงค์จะนำรถยนต์ที่ขอเอาประกันภัยนั้นไปใช้ประโยชน์อย่างไร เพื่อบริษัทประกันภัยจะได้มีการพิจารณากำหนดลักษณะการใช้รถยนต์ของคุณปรัชญาตามพิกัดอัตราเบี้ยประกันภัยอย่างถูกต้องตามลักษณะการใช้รถอย่างถูกต้องต่อไปซึ่งโดยข้อกำหนดลักษณะการใช้รถนั้น ทาง คปภ.ได้กำหนดไว้เป็น 10 ลักษณะคือ

1.การใช้ส่วนบุคคล : เป็นการใช้เฉพาะส่วนบุคคลเท่านั้น

2.การใช้เพื่อการพาณิชย์ : เป็นการใช้ในกิจการงานของผู้เอาประกันภัย

3.การใช้รับจ้างสาธารณะ : เป็นการใช้รถในการรับจ้างทั่วไปหรือรับจ้างต่อสาธารณะ

4.การใช้เพื่อการพาณิชย์พิเศษ : เป็นการใช้ในกิจการงานพิเศษ บรรทุกแก๊ส / บรรทุกเชื้อเพลิงฯลฯ

5.การใช้รถยนต์ป้ายแดง : เป็นการใช้สำรับผู้ค้ารถยนต์

6.รถพยาบาล : ใช้ในการให้การพยาบาล หรือ พยาบาลฉุกเฉิน

7.รถดับเพลิง : ใช้เพื่อการดับเพลิง

8.รถใช้ในการเกษตร : เช่นรถไถ รถหว่าน  รถเกี่ยวข้าว  รถนวดข้าว ฯลฯ

9.รถใช้ในการร่อสร้าง : เช่น รถโม่ปูน  รถบดถนน  รถขุด  ฯลฯ

10.รถอื่นๆ : เป็นการใช้รถนอกเหนือออกไปจากข้อ 1-9 นี้

โดยปัจจัยทั้งหมดนี้จะเป็นตัวกำหนดอัตราค่าเบี้ยประกันภัยการพิจารณาว่ารถที่จะเอาประกันภัยนั้นจัดอยู่ในกลุ่มการใช้รถในลักษณะใดนั้นบริษัทเป็นผู้กำหนดโดยการสอบถามข้อมูลด้วยใบคำขอเอาประกันภัยการกำหนดลักษณะการใช้ที่ผิดพลาดจึงอาจเกิดขึ้นได้หากมีการสอบถามข้อมูลหรือสื่อสารที่ไม่ตรงกันเช่นกรณีของคุณปรัชญานั้นอาจมีความเข้าใจที่ผิดพลาดเกิดขึ้นได้โดยสิ่งที่ต้องพิจารณาคือ หากมีการพิสูจน์ได้ว่าบริษัทประกันภัยเป็นผู้พิจารณาลักษณะการใช้รถที่ผิดพลาดเองนั้นบริษัทจะยกเอาเหตุผลของการใช้รถผิดลักษณะจากที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์หรือการใช้รถผิดประเภทมากล่าวอ้างภายหลังจากผู้เอาประกันภัยได้รับความเสียหายมิได้ ตัวอย่างเช่น : รถยนต์ที่ขอเอาประกันภัยเป็นรถตู้ที่ใช้ในกิจการงานของตนเอง ทางบริษัทประกันภัยกลับไประบุลักษณะการใช้รถในตารางกรมธรรม์ว่า “ใช้ส่วนบุคคล ไม่ใช่รับจ้าง หรือให้เช่า” ซึ่งตามจริงแล้วควรระบุว่าใช้เพื่อการพาณิชย์ จึงถือว่าเป็นความผิดพลาดของบริษัทประกันภัยหรือตัวแทนเอง

ดังนั้นจากคำถามของคุณปรัชญาจึงต้องพิจารณาในข้อเท็จจริงอีกครั้งว่าเกิดจากความผิดพลาดของบริษัทเองหรือไม่ที่มีการกำหนดลักษณะการใช้ที่ผิดพลาดทั้งนี้รวมถึงการพิจารณาที่ผิดพลาดของตัวแทนที่ทำการขายให้กับผู้เอาประกันภัยด้วยเช่นกันเพราะถือว่าตัวแทนประกันวินาศภัยนั้นเป็นตัวแทนที่กระทำการแทนบริษัทประกันภัยซึ่งการกระทำใดของตัวแทนบริษัทประกันภัยต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวแทนนั้น หากเป็นข้อเท็จจริงเช่นนี้บริษัทประกันภัยจะมาปฏิเสธความรับผิดชอบที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้ เว้นแต่มีการพิสูจน์ชัดเจนแล้วว่าเป็นเจตนาการเอาประกันภัยของคุณปรัชญาชัดเจนตั้งแต่ต้นว่าจะใช้เป็นรถยนต์ส่วนบุคคลเท่านั้นเพื่อเสียอัตราเบี้ยประกันภัยที่ต่ำกว่า อย่างนี้ก็ถือว่าคุณปรัชญาใช้รถผิดประเภทการใช้รถที่ผิดไปจากสัญญาที่ให้ไว้และในกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ข้อ 9.2 ได้กำหนดเป็นข้อยกเว้นความคุ้มครองต่อตัวรถยนต์ที่เอาประกันภัยไว้ หากเป็นไปตามนี้จริงแล้วการที่บริษัทปฏิเสธคุณปรัชญานั้นจึงถูกต้องแล้ว ครับ อย่างไรก็ตามก็ขอให้ทางคุณปรัชญานำเรื่องนี้เข้าร้องเรียนที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย อีกครั้งเพื่อความเป็นกลางและเป็นธรรมในการพิจารณาถึงข้อผิดพลาดดังกล่าวนั้นเกิดจากใคร?

และนี่ก็เป็นคำถามที่ดีอีกคำถามหนึ่งครับที่ก้าวทันประกันภัยของเราคิดว่าน่าจะนำมาเผยแพร่ให้กับท่านผู้อ่านของเราได้รับทราบ โดยทั่วกันอีกครั้งเพื่อประโยชน์จากการเอาประกันภัยอย่างแท้จริง แล้วพบกันใหม่…สวัสดีครับ

336