Disruptive Technology ไอเดียเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก 6 Feb 2019

เพื่อนๆ นักขายครับ วันนี้ทั่วโลก แวดวงบริหารธุรกิจ กำลังคุยกันถึงคำว่า “Disruptive” หรือ “Disruption” ซึ่งแปลตรงตัวว่า “ไอเดียทำลายโลกธุรกิจเดิมๆ”

ในโลกยุคใหม่ มีเทคโนโลยีสำคัญ 2 ชนิด ที่มีอิทธิพลและส่งผลกระทบกว้างขวางและรุนแรงต่อธุรกิจสมัยใหม่ ท้าทายให้ลุกขึ้นมาตอบคำถามว่าจะ “เปลี่ยนแปลง” โดย “ปรับตัว” หรือจะ “ตายทันที” โดย “ไม่เปลี่ยนแปลง”

เทคโนโลยีสำคัญอย่างแรกเลย คือ Sustaining Technology เทคโนโลยีชนิดนี้ ช่วยให้ธุรกิจพัฒนากิจการสินค้าและบริการเติบโตไปได้เรื่อยๆ สม่ำเสมอ ตลอดเวลา ไม่หยุดนิ่ง สืบเนื่องจากการตอบสนองความต้องการของลูกค้า เป็นเทคโนโลยีที่ตอบคำถามของผลประกอบการในอดีตที่ล่วงเลยมา และมีผลต่อเนื่องมาถึงการประกอบการของธุรกิจนั้นๆ ในปัจจุบัน

ทุกวันนี้กิจการขนาดใหญ่ทั่วโลก ต่างทุ่มเททุนทรัพย์ งบประมาณ และวิสัยทัศน์ทั้งหมดไปกับบุคลากรคือทุนมนุษย์ ลงทุนวิจัยและพัฒนาสินค้าและบริการสำหรับเทคโนโลยีแบบเก่าๆ เดิมๆ ที่เคยผลิตและเคยชิน และเป็นธุรกิจหลัก โดยไม่เคยปรับตัว ปรับเปลี่ยนงบประมาณ ลงทุนในสินค้าและบริการที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีแปลกใหม่ทันสมัย เพราะมองไม่เห็นความสำคัญและจำเป็นแต่อย่างใดที่จะต้องเลิกใช้เทคโนโลยีการผลิตที่ทำอยู่ เพราะผลประกอบการยังเป็นบวก ฐานลูกค้าดั้งเดิมก็ยังคงอยู่ ยอดขายไม่ตก และนี่จึงเป็นที่มาของจุดดับอัปราชัยของธุรกิจขนาดใหญ่จำนวนมากในโลก ยกตัวอย่าง บริษัท เจเนอรัลมอเตอร์ หรือ GM ล้มละลายในปี 2552 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อกำหนดในการให้ความช่วยเหลือทางการเงินของรัฐบาลจากปัญหาหนี้สินที่รุมเร้า ในขณะล้มละลาย GM มีทรัพย์สินมูลค่ากว่า $91 พันล้านดอลลาร์ ( 3 ล้านล้านบาท) อีกกิจการคือโนเกีย หลายคนคงเคยใช้ ยุคโทรศัพท์มือถือช่วงก่อนที่จะมี Apple iPhone และบรรดา SmartPhone ทั้งหลาย แต่ก่อนนั้นโทรศัพท์มือถือยี่ห้อที่ดังที่สุดก็คือ Nokia ถือว่าตอนนั้น Nokia เป็นผู้นำแห่งเทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือเลยก็ว่าได้แต่สุดท้ายแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ธุรกิจของ Nokia ถดถอย จนถึงภาวะขาดทุน และขายกิจการบางส่วน (ธุรกิจ Devices and Services รวมทั้ง Smartphone และ Mobile Phone) ให้ Microsoft ในเดือนเมษายน 2557 กระนั้น Microsoft ก็ซื้อ Nokia ด้วยราคาที่สูงถึง 7,900 ล้านเหรียญสหรัฐ ช่วงเวลาที่พา Nokia มาสู่จุดต่ำสุดคือช่วงปี 2553-2556 เมื่อ Stephen Elop เข้ารับตำแหน่ง CEO ของบริษัท Nokia แทน Olli-Pekka Kallasvuo ก่อนหน้านั้นบริษัทก็ย่ำแย่อยู่แล้วด้วยปัญหาค่าใช้จ่ายที่สูง หน้าที่รับผิดชอบไม่ชัดเจน รวมถึงการตัดสินใจผิดพลาดหลายครั้ง

พูดให้ดูดีก็คือ ปัญหามันหนักหนาสาหัสจน Elop “เอาไม่อยู่ กู่ไม่กลับ” แต่ถ้าจะให้พูดตามนักวิเคราะห์หลายคน Elop เองก็บริหารผิดพลาดอยู่ไม่น้อยช่วงเวลานั้น Nokia พยายามยื้อและกอดระบบปฏิบัติการ Symbian ของตนเองไว้ โดยมองข้ามความสำคัญของ “ระบบเปิด” ที่จะเอื้อให้นักพัฒนาเข้ามาช่วยกันสร้างสรรค์เทคโนโลยีให้ดีขึ้นอย่างเช่น Android ของ Googleพวกเขามองไม่เห็น Business Model ของ Application Ecosystem อย่างที่ App Store ของ Apple เป็นพวกเขามองข้ามความสำคัญของ Touchscreen ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่สำคัญมากสำหรับ Smartphone ที่จะเอื้ออำนวยให้เกิด Application หลากหลายชนิดที่ความจำกัดอยู่เพียงแค่จินตนาการแม้จะมีความพยายามจับมือกับ Google ในการใช้ระบบปฏิบัติการ Android แต่ก็ช้าไป และเป็นวันที่ Android ไม่รู้ไปถึงไหนแล้วในขณะที่ตัวเองแทบไม่มีอะไรเหลือ สุดท้ายก็ต้องหันหลังกลับไปซบ Microsoft Windows Phone ซึ่งวันนั้นก็คงไม่รู้ว่าสู้อีก 2 ค่ายไม่ได้นอกจากนั้น Nokia ยังไม่ให้ความสำคัญกับต้นทุนในการผลิตโทรศัพท์ และปล่อยให้คู่แข่งที่ใช้โรงงานในจีนกับอินเดียซึ่งต้นทุนต่ำมากๆ มาแย่ง market share ไปเรื่อยๆ ความล้มเหลวของ Nokia ช่วงปี 2553-2557 คือถ้าเราไม่เรียนรู้ ถ้าเราไม่เปลี่ยนแปลง ธุรกิจก็จะเสื่อมถอย และหลุดจากวงการในที่สุดความได้เปรียบในอดีต..จะถูกแทนที่ด้วยสิ่งที่มาใหม่เสมอ เราแค่ไม่ต้องทำอะไร แค่ว่าคู่แข่งเปลี่ยนแปลงตามโลกได้ และทำในสิ่งที่ถูกต้อง ไม่นานนักเราก็จะถูกทิ้งไม่เห็นฝุ่น

ส่วนเทคโนโลยีอีกประเภท เรียกว่า Disruptive Technology ซึ่งเป็นธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีซึ่งค้นพบและนำมาใช้แล้วมีผลทำให้โฉมหน้าของธุรกิจแบบดั้งเดิมต้องเปลี่ยนแปลงไป และเผชิญหน้ากับคำถามท้าทายว่าจะดำเนินกิจการต่อไปได้อย่างไร อันเป็นปรากฏการณ์เกิดขึ้นทุกวงการ เกิดจากการคิดค้นนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทำให้ธุรกิจที่เคยดำเนินการปกติมานานหลายปีอย่างเช่น Nokia ต้องสะดุด ติดขัด ถูกจำกัด ถูกทำลายล้างจากการเกิดขึ้นของธุรกิจใหม่ ที่ต้นทุนต่ำกว่า ให้บริการดีกว่า หรือเร็วกว่า  เทคโนโลยี IoTs (Internet of Things) อินเทอร์เน็ต เป็นทุกสรรพสิ่ง มีผล “ดิสรัป” ทำลายล้างอุตสาหกรรมเพลง ภาพยนตร์ โฆษณา และสื่อ จะเห็นได้ชัดเจนว่าพอเกิด “ยูทูบ” ขึ้นมา ก็ปฏิวัติวงการสื่อ ทำให้งบโฆษณาลดลงอย่างวูบวาบ เห็นผลชัดเจน ทันตา ล่าสุดวงการเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ กำลังเริ่มผลิต “Quantum Computing” ทดแทน “Digital Computing” ซึ่งจะมีผลกระทบต่อ “ธุรกิจการเงินการธนาคารการประกันภัยและการลงทุนเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ” การเกิดมีของ Blockchain Technology มีผลกระทบต่อ “สกุลเงินตรา” ประเทศต่างๆ ในยุคดิจิทัล และอาจมีผลทำให้ “ธนบัตร” ในรูปของ “เงินตรา” ในประเทศต่างๆ ที่ใช้กระดาษสำหรับแลกเปลี่ยน ถึงแก่กาลอวสานล่มสลายลง ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

เพื่อนๆ นักขายครับ วงการนักขายเอง จะค้าขายต่อไปได้สำเร็จและยั่งยืนเป็นรูปธรรม  ก็ต้องพยายามปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงด้วยการเรียนรู้การใช้ไฮเทค ไฮทัช และเทคโนโลยีทันสมัยต่างๆ

197